เราจะสามารถตกหลุมรักสถานที่เดิมๆ ได้สักกี่ครั้งกัน?
สำหรับบางคน การเดินทางคือการตามเก็บหมุดหมายใหม่ๆ บนแผนที่ แต่สำหรับเรา ถ้าเจอเมืองที่ ‘จังหวะตรงกัน’ การกลับมาเป็นครั้งที่สาม สี่ หรือหลักร้อย ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง
หน้าฝนปีนี้ เราพาตัวเองกลับมาที่นครพนม เมืองชายแดนริมฝั่งโขงเจ้าของฉายา ‘จังหวัดที่มีความสุขที่สุดในประเทศไทย’
ตอนที่ได้ยินประโยคนี้ครั้งแรก เราตั้งคำถามในใจว่าคนเราจะวัดความสุขของเมืองทั้งเมืองจากอะไร ดัชนีตัวเลข หรือความพึงพอใจของใครกัน? แต่หลังจากได้กลับมานั่งมองสายน้ำโขงที่นี่เป็นครั้งที่ 3 เราคิดว่าเราเริ่มเข้าใจมันทีละน้อย นครพนมเป็นเมืองที่มีมวลอากาศและทัศนียภาพเฉพาะตัว ไม่ว่าจะมาเยือนในฤดูไหน เมืองนี้ก็มีวิธีต้อนรับเราในแบบที่ต่างออกไปเสมอ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนแบบนี้ ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงงานบุญครั้งใหญ่ของจังหวัดพอดี นั่นคือ งานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ที่จัดขึ้นยาวนานตลอด 7 วัน 7 คืน
ทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืนของเราเริ่มต้นขึ้นทันทีหลังจากลงเครื่อง เราลากกระเป๋าเข้าเช็กอินที่ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์ วิว นครพนม หลังจากเก็บสัมภาระเสร็จ สเปซแรกที่เราเลือกทำความรู้จักคือพื้นที่รอบๆ โรงแรม ตัวตึกมีความคลาสสิก ผสมผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในโรงแรม
ห้องพักมองออกไปจะเห็นวิวแม่น้ำโขง ยิ่งช่วงหน้าฝนยิ่งเห็นชัดเจน บรรยากาศโคตรดี ใครเหนื่อยๆ มาฮีลใจที่นี่คือจบ วิวโขงนอกหน้าต่างดูสงบนิ่งและช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าสะสมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
เมื่อสำรวจข้างในเสร็จ เราลองเดินออกไปทางด้านหลังของโรงแรม พื้นที่ตรงนั้นขนานไปกับแม่น้ำโขง โดยมีทิวเขาฝั่งลาวทอดตัวยาวอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้จะมีละอองฝนโปรยลงมาเม็ดเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความอยากเดินสำรวจลดลงเลย นครพนมในความจริงสวยและมีมิติมากกว่าภาพถ่ายในจอมือถือมาก มันมีความสโลว์ไลฟ์ที่น่ารัก เป็นความช้าที่ไม่ชวนอึดอัดหรือน่ารำคาญ แต่เป็นจังหวะที่พอดีจนเราอยากจะค่อยๆ ก้าวเดินเพื่อทำความรู้จักเมืองนี้ไปเรื่อยๆ
ถนนเลียบโขงทอดตัวยาวไกลสุดสายตา เลยตัดสินใจยืมจักรยานของโรงแรมมาปั่นรับลม ปล่อยให้สายลม และฝนเอื่อยๆ พัดผ่านหน้า สูดกลิ่นดิน และฟังเสียงของแม่น้ำโขงที่เข้ามาทักทาย
เราปั่นมาแวะที่แรก ณ สวนเทิดพระเกียรติฯ เพื่อขึ้น ‘แม่โขงริเวอร์อาย’ (Mekong River Eye) ชิงช้าสวรรค์ยักษ์สูง 49 เมตร ที่ตั้งเด่นมากๆ วินาทีที่ก้าวเข้าไปอยู่ในกระเช้า แล้วปล่อยให้ตู้กระจกนี้ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันเหมือนได้มองเมืองนี้จากมุมมองของนกเลย
ตลอด 20 นาทีด้านบนชิงช้าสวรรค์ สายตาของเราได้ทำความรู้จักกับวิวเมืองนครพนมแบบ 360 องศา ด้านหนึ่งคือผังเมืองสงบราบเรียบของฝั่งไทย อีกด้านคือสายน้ำโขงผืนใหญ่ทอดยาวขนานไปกับแนวหินปูนของฝั่งลาวที่มีม่านหมอกฝนสีขาวลอยคลุมอยู่บางๆ จังหวะที่ชิงช้าเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าบนฟากฟ้า ท่ามกลางละอองฝนที่เกาะอยู่ริมกระจกด้านนอก เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทำให้เราได้อยู่กับความเงียบและตัวเองได้เป็นอย่างดี
จากนั้นปั่นจักรยานต่อไปที่ Ray At View Khong Restaurant คาเฟ่และห้องอาหารรีโนเวทใหม่ที่ซ่อนอยู่ในโรงแรมฟอร์จูนวิวโขง นครพนม ร้านโปร่งโล่ง ลมแม่น้ำพัดเข้าตลอดเวลานั่งสบายมาก เราแวะกินข้าว กินน้ำตรงนี้สักพัก นั่งมองสายน้ำกว้างๆ ไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที ความรีบเร่งหรือเรื่องเครียดๆ ที่พกมาจากกรุงเทพฯ ก็หายไปเฉยเลย
ก่อนจะไปถึงลานพญาศรีสัตตนาคราช เส้นทางปั่นจักรยานจะผ่านวัดเก่าแก่ 3 วัด คือ วัดพระอินทร์แปลง, วัดมหาธาตุ และวัดกลาง เราเลยแวะเข้าไปไหว้พระประธานในโบสถ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ข้างในวัดเงียบมาก มีแค่เสียงฝนตกกระทบใบไม้ข้างนอก ช่วยให้ใจสงบขึ้นเยอะ
ปั่นต่ออีกนิดก็ถึง ลานพญาศรีสัตตนาคราช ช่วงงานบวงสรวงพอดี องค์พญานาค 7 เศียรริมโขงองค์จริงดูขลังและทรงพลังมาก ยิ่งมีฉากหลังเป็นแม่น้ำโขงช่วงน้ำหลากกับละอองฝน ยิ่งดูสวยเข้าไปใหญ่ เรายืนดูชาวบ้านกับนางรำนับร้อยคนที่ตั้งใจมารำถวายด้วยความศรัทธา เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกดีมากๆ ก่อนเดินต่อก็ไม่ลืมแวะกราบขอพรดีๆ ให้ตัวเองสักหน่อย
เป้าหมายถัดมาคือ หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ที่นี่เป็นมุมถ่ายรูปที่คลาสสิกมาก และมีประวัติศาสตร์ด้วย เพราะชาวเวียดนามที่เคยมาลี้ภัยในนครพนมร่วมใจกันสร้างไว้เป็นที่ระลึกถึงความผูกพันก่อนย้ายกลับประเทศเมื่อปี 2503 เวลา มองหอนาฬิกานี้ทีไร เลยรู้สึกถึงความอบอุ่นและการต้อนรับที่ดีของเมืองนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ก่อนฟ้าจะมืด เราแวะร้าน ไทยสามัคคี คาเฟ่ดีไซน์สวยที่รีโนเวทมาจากตึกเก่าสไตล์ชิโนโปรตุกีส ร้านยังคงโครงสร้างตึกเดิมไว้เท่ๆ กลิ่นกาแฟคั่วหอมฟุ้งไปทั้งร้าน เป็นสเปซที่เหมาะกับการนั่งพัก ทอดถอนหายใจ และนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยหลังจากปั่นจักรยานมาเหนื่อยๆ
นั่งเล่นได้สักพัก ฟ้าเริ่มครึ้มเป็นสีเทาเข้ม ลมเย็นเริ่มพัดแรงขึ้น เป็นสัญญาณว่าฝนชุดใหญ่กำลังจะมา เราเลยรีบปั่นจักรยานกลับโรงแรม กลับมาแล้วก็นั่งพักผ่อนยาวๆ ฟังเสียงฝนตกกระทบกระจกช่วงเย็น แปลกดีเหมือนกันที่ถึงฝนจะตกหนักจนออกไปไหนไม่ได้ แต่บรรยากาศข้างนอกกระจกบานนั้นกลับยังซัพพอร์ตความรู้สึกเบาสบายของเราในวันนี้ได้ดีมากๆ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์ วิว นครพนม เลยกลายเป็นสเปซที่เราสามารถอยู่ได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อเลยจริงๆ
พอนั่งมองสายฝนเทลงมาฉ่ำๆ จากระเบียงห้องพักผ่านกระจกใส มองเห็นแม่น้ำโขงที่กำลังรับน้ำฝนจากฟ้า เราถึงได้คำตอบของคำถามตอนแรก
ว่า ‘ความสุข’ ของนครพนม มันไม่ได้วัดจากตัวเลขอะไรหรอก
แต่มันวัดจากจังหวะชีวิตของเราที่ช้าลง แต่รู้สึกอิ่มเอมมากขึ้น
มันคือความสุขที่ได้สูดอากาศดีๆ ได้เห็นรอยยิ้มง่ายๆ ของผู้คน และความเรียบง่ายที่ไม่ต้องแต่งเติมอะไรเลย
เข้าวันที่ 2 ตื่นเช้ามาแบบเต็มอิ่ม เราลงไปรับประทานอาหารเช้าที่เป็นไลน์บุฟเฟต์ของโรงแรม มีของกินให้เลือกเยอะแยะไปหมด หลังจากอิ่มท้องแล้ว ก่อนจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เราขอเดินไปรับลมเล่นริมแม่น้ำโขงอีกสักนิด สูดอากาศชื้นๆ หลังฝนตกเข้าปอดให้ฉ่ำใจเพื่อเก็บตุนพลังเอาไว้
หน้าฝนที่นครพนมครั้งที่ 3 ของเราจบลงตรงนี้… แต่มันเป็นทริปที่ยืนยันกับเราเสียงดังในใจเลยว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่ต้องมาอีก มาซ้ำได้อีกเป็นหลายๆ ครั้งแบบไม่รู้เบื่อ และหลังจากนี้ ถ้ามีใครมาถามว่า “ช่วงนี้ควรไปเที่ยวที่ไหนดี?”
จังหวัดแรกที่เราจะตอบออกไปทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยก็คือ ‘นครพนม’
#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife #ซีพีแลนด์ #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #เที่ยวนครพนม #โรงแรมฟอร์จูนริเวอร์วิวนครพนม #โรงแรมฟอร์จูนวิวโขงนครพนม #โรงแรมนครพนม #Fortuneriverviewnakhonphanom #Fortuneviewkhongnakhonphanom
